รุดฟานนิสเตอรอย

รุดฟานนิสเตอรอย แก้แค้นที่รอคอย ไร้พ่ายเกือบไม่เกิดขึ้น

รุดฟานนิสเตอรอย ไร้พายที่เกือบไม่ได้เกิดขึ้น การแก้แค้นในวันที่ผู้เล่นอาร์เซนอล เข้ามาดูหัวเราะได้ครับหากประตูนั้นเข้าไป ที่โรงละครแห่งความฝันแชมป์ไร้พ่าย ของอาร์เซนอลในนั้นมันอาจไม่เกิดขึ้นและมันคือบรรยากาศ ที่ราวกับแมนยูแพ้ในนาทีสุดท้ายด้วยซ้ำ เสียงบอลเด้งชนคานยังดังก้องในหัว ดาวยิงในตำนานและของรางวัล จะเอาคืนในฤดูกาล 2003-2004 ในนัดการแข่งขันระหว่างยูไนเต็ด กับอาร์เซนอลมันเป็นนัดที่ 6 ของฤดูกาลและแน่นอนครับในยุคนั้น
ไม่มีการแข่งขันคู่ใดในโลกจะเดือดด้านไปกว่านี้ กับการแข่งขันตั้งแต่ในนักเตะที่พบกัน ตั้งแต่ยังไม่ลงสนามมันเต็มไปด้วย ความหนักหน่วงรุนแรงตลอด 90 นาทีและเกมในวันนั้น manchester united ยิงตรงกรอบ 4-5 ครั้งแต่มันไม่เป็นสักประตูตัวสักที แต่มันกลายเป็นความเดือดดาลมหาศาล ในเกมวันนั้นปีศาจแดงทำฟาร์วไป 13 ครั้งส่วนปืนใหญ่อาร์เซนอลทำฟาร์วไป 18 ครั้ง
และแต่ละฝั่งมีผู้เล่นโดนใบเหลืองฝั่งละ 4 คนรวมทั้งกัปตันทีมสุดท้ายโดนไป 1ใน 2 จากการทำฟาร์วใส่ รุดฟานนิสเตอรอย ในที่ 82 เกมมันทำให้อาร์เซนอลเหลือผู้เล่นเพียง 10 คนเท่านั้นและไฮไลท์สำคัญ มันอยู่ที่ช่วงเวลาทดบาดเจ็บครึ่งหลัง หลังทำฟาร์วใส่ดีโก้ฟอร์ลัน และผู้ตัดสินชี้นิ้วไปที่สุดโทษและแมนยูแทบจะได้ 3 แต้มในมือ ยังไม่แพ้ใครอาร์เซนอลมันกำลังจะจบลงเพียงเท่านั้น
คนที่กำลังจะเดินไปยิงลูกที่สุดโทษมันคือ ฟานนิสเตอรอย สุดยอดดาวยิงของพรีเมียร์ลีกอังกฤษ อาร์เซนอลแค่ไม่มีโอกาสรอดด้วยซ่ำ สถิติไม่แพ้ใครในฤดูกาลนั้นชนะ 4 เสมอ 1 มันคงจบลงแค่นี้แต่ทันทีที่เสียงนกหวีดดังขึ้น ฟารนิสเตอรอยยิงชนคานนักเตะอาร์เซนอล วิ่งรุมทั้งหมดตำนานของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด อย่างแกรี่เนวิวถึงกับบอกเขาไว้แบบนี้เลยครับในโรงละครแห่งความฝันนั้น มันเป็นการแสดงออกที่น่ารังเกียจที่สุดตลอดกาล สำหรับแนวทางการแสดงพฤติกรรม ตอบโต้บรรดานักเตะอาร์เซนอล เขาทำตัวราวกับเด็กน้อยเอาแต่ใจและนั่นคือบทสรุป ความสัมพันธ์ของเราซึ่งมันมากเกินไป
ได้กล่าวเอาไว้แบบนั้นครับและเกมจบลงด้วยสกอร์ 0 ประตูต่อ 0 หลังจากที่เกมการแข่งขันเริ่มมาอย่างดุเดือด และจบลงด้วยการไม่มีสกอร์การยิงจุดโทษพลาด ฟานนิสเตอรอยส่งผลให้อาร์เซนอลเดินหน้าทำสถิติไร้พ่ายต่อไป แบบนี้ทุกอย่างในขณะที่ฝั่งแมนยูก็ไม่น่าเชื่อ นับตั้งแต่วันนั้นอาร์เซนอลก็แข็งเกินต้าน พวกเขาเก่งเกินไปพวกเขาเดินหน้าทุบสถิติของพรีเมียร์ลีกอังกฤษ และไม่ได้เข้าใกล้คำว่าแพ้สักนัด ตั้งแต่เกมที่โรงละครแห่งความฝันวันนั้น จนพวกเขากลายเป็นแชมป์ไร้พ่ายครั้งแรก
และครั้งเดียวในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกอังกฤษ ที่ถูกขนานนามว่าถ้วยพรีเมียร์ลีกสีทองคำ และในฤดูกาลถัดมามันเหมือนคู่แค้นมาเจอกัน แมนยูไนเต็ดอาร์เซนอลในโรงละครแห่งความฝันที่ไร้พ่ายของอาร์เซนอล ที่มีมายาวนานถึง 49 นัดและพวกเขากำลังจะนับก้าวที่ 50 กับคำว่าครึ่งร้อยที่ไม่แพ้ใคร อาร์เซนอลคือทีมที่ดีที่สุดในเกาะอังกฤษ อย่างไรข้อโต้แย้งใดบัลลังก์ของเสื้อเล็กซ์เฟอร์กูสัน ในตอนนั้นถูกอาร์แซนเวนเกอร์แย่งชิง และนั่งไปแล้วและทั้งสองคนกับหมาวัดมันสมองกัน ที่โรงละครแห่งความฝันในวันนั้น
จังหวะเข้าบอลทั้งสองฝ่ายอย่างหนักหน่วง ดังเคยแต่ไฮไลท์สำคัญมันอยู่ที่การได้ลูกโทษการทำฟาร์วของโซแคมเบลใส่ลูกกรอกนองวัย 19 ปีที่นี่และผู้ตัดสินชีวันนั้นสู้ตำนานของอาร์เซน่อลไร้พ่ายและวันนี้ เขาจะลองยิงจุดโทษอีกครั้งแต่ครั้งนี้ ลูกบอลกระทบก้นตาข่ายและวิ่งแหกปากตะโกนดีใจ วิ่งเงยหน้าขึ้นฟ้ากล่าวคำว่า คลายความกดดันแบกมาทั้งชีวิตการยิงประตูนั้น มันทำให้เขาตะโกนดังลั่นเหมือนว่าประตูนั้น คือการฉลองแชมป์หลังจากนั้นเขาถูกเปลี่ยนตัวออก ในนาทีที่ 85 ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มและดีใจและพูดคุยกับเพื่อนและนั่นเป็นจุดจบสถิติไร้พ่าย อาร์เซนอลที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคมปี 2003 ทั้งหมด 49 นัดสิ้นสุดวันที่ 24 ตุลาคมปี 2004
เป็นการพ่ายแพ้ให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 2 ประตูต่อ 0 และก่อนจะสร้างตำนานนี้ด้วยซ้ำ กับสุดยอดในครั้งแรกครั้งนั้นและสุดท้าย แมนเชตเตอร์ยูในเต็ด ในโรงละครแห่งความฝันทำได้สำเร็จและมันมาจากจุดโทษทั้งหมด มันจบเพียงเท่านั้นครับกับตำนานทีมไร้พ่าย ที่กินระยะเวลายาวนานถึง 49 นัดและเว็บเดียวที่นำเสนอเรื่องราวดีๆแบบนี้ ให้กับสมาชิกทุกคนได้อ่านและติดตาม dooball888.com เว็บเดียวจบทุกข่าวสารฟุตบอล

รุดฟานนิสเตอรอย

รุดฟานนิสเตอรอย ตำนานเพชฌฆาต ชาติอาชาไนย

ตำนานเพชฌฆาตชาติอาชาไนยรอยตำนาน หนึ่งในกองหน้าที่มีสัญชาตญาณนักล่าตะข่าย ที่เฉียบคมมากที่สุดคนหนึ่งในช่วงยุคปี 2005 ครับเราคงจะนึกถึงชื่อนักเตะที่มีผลงาน โดดเด่นในยุคดังกล่าวออกมาได้เป็น 10 ชื่อทีเดียวเพราะมันคือจุดที่มียอดนักเตะใช้ชีวิตอยู่กันเต็มไปหมด แต่จำกัดความนิยามให้มันแคบลงว่าเขาเป็นดาวยิงคนแรกที่มีความเกี่ยวข้อง ในการสังหารประตูและกรอบเขตโทษ
คือออฟฟิศที่เขาใช้ทำงานและเขามีฉายาว่า ดาวยิงชาติอาชาไนย รุดฟานนิสเตลรอยที่เราจะกล่าวถึง สิ่งหนึ่งที่ทำให้โลกตอน นี้ตลอดมีความโดดเด่นในเรื่องการทำประตู สู่ความมั่นใจที่เขามีอย่างเต็มเปี่ยม มาตั้งแต่สมัยที่เขายังเป็นเด็กน้อยวัย 5 ขวบเขาก็เริ่มต้นเส้นทีมฟุตบอล กับทีมในประเทศซึ่งในช่วงแรกๆมันก็เป็นเพียงการเล่นฟุตบอล ตามประสาเด็กๆที่ยังค้นหาตัวตนว่าตำแหน่งใด ที่เหมาะสมกับตนเองซึ่งมันเป็นเรื่องน่าทึ่ง เพราะรุดฟานนิสเตอรอยนั้นไม่เคยเล่นเป็นกองหน้า
มาก่อนเลยจนถึงวัย 17 ปีและด้วยความที่เป็นคนที่มีความมั่นใจ ในตนเองสูงทำให้เขาว่าจากเด็กที่โตกว่า แกล้งอยู่บ่อยครั้งด้วยความหมั่นไส้ ซึ่งเขาได้กล่าวถึงเรื่องราวในอดีตมีไว้ว่าตอนที่ผมออกจากสโมสรท้องถิ่น เพื่อมองหาลู่ทางที่จะมีแมวมองมาเฝ้าดูในตอนนั้นผมอายุ 14 ปีนั้นเพราะหากผมอยู่ที่เดิมต่อไป ผมคงไม่ได้รับโอกาสในการก้าวหน้ามากนัก ซึ่งมันก็มีพวกเด็กท้องถิ่นในทีมบอกว่า ผมนั้นหยิ่งพวกเขาบอกผมว่าแกคิดว่าแกเป็นใครวะ
นั่นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าผมบอกว่าผมเองนั้น อยู่เหนือกว่ามันเหมือนเป็นค่านิยมประมาณว่า เกิดที่ไหนก็ต้องแทนคุณแผ่นดินนั้นแต่สำหรับผม ผมต้องการก้าวไปข้างหน้าแล้วมันไม่เคยมารบกวนจิตใจผมเลย มันเป็นเรื่องธรรมดาตั้งแต่ยังเด็กแล้ว ที่ผมเล่นฟุตบอลตามถนนและโดนเด็กคนอื่น จนล้มกลิ้งพวกเขาจะตะคอกกับผมว่า ไงคิดว่าเก่งนักหรอมึงอาจจะเป็นเพราะจุดนั้นแหละครับ ที่ทำให้รุดฟานนิสเตอรอยมีความเข้าใจ ในวิธีการเล่นฟุตบอลตามแบบฉบับของเขาเอง
และเมื่ออายุ 17 ปีเขาก็ได้รับโอกาสในการก้าวเข้าร่วมสโมสรฟุตบอลอาชีพ ที่มีชื่อว่าเดนบอสช์ซึ่งก็เป็นที่แห่งนี้เอง ที่ทำให้เขาเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นกองกลาง ขยับขึ้นมาเป็นนักล่าตาข่ายชีวิตช่วงอายุ 17 ถึง 21 ปีหมดไปกับการขัดเกลาปุ่มสตาร์ท ให้มีความเฉียบคมและบทความเด็ดขาด ในการจบสกอร์จนสามารถสร้างชื่อเสียงให้เพิ่มขึ้น และก้าวต่อไปของเขาก็เริ่มขึ้นเมื่อสโมสร heerenveen ติดต่อขอซื้อตัวเขาไปร่วมทีม หลังจากโชว์ผลงานยิงไป 12 ประตูในซีซั่น 1996-1997 และคราวนี้นะครับมันกลายเป็นการก้าวกระโดด
ที่รวดเร็วเป็นอย่างมากเพราะรุดฟานนิสเตอรอย ใช้เวลาเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้นกับทีมฮีเรนวีน จนความโดดเด่นสโมสรพีเอสวีไอนด์โฮเฟ่น และสุดท้าย 22 ปีดาวยิงหน้าม้าก็เริ่มจะติดบนแผนที่ลูกหนังระดับประเทศอย่างแท้จริง คนบางคนเกิดมาเพื่อเป็นสิ่งที่ตนเองถนัดที่สุด โดยจะเป็นบาริสต้านักการตลาดหรือพ่อค้า และสำหรับชายที่มีชื่อว่ารุดฟานนิสเตอรอย เขาเกิดมาเพื่อเป็นดาวยิงอย่างแท้จริง ถ้าคุณไม่เชื่อคุณต้องนั่งทวนเข็มนาฬิกา
ย้อนกลับไปในปี 1998-1999 ฤดูกาลแรกที่เขาย้ายมาร่วมทีม พีเอสวีไอนด์โฮเฟ่นจากทั้งหมด 87 ประตูที่ทีมทำได้ในฟุตบอลลีกตัวเลข 31 ประตูนั้นมาจากฝีเท้าของเขาคนเดียว แถมยังใช้ความสามารถในการเป็นตัวพักบอล ที่ยอดเยี่ยมคอยป้อนให้เพื่อนทำประตูได้ถึง 8 ครั้งซึ่งผลงานระดับนี้มันไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมันคือผลพวงมาจากความมุ่งมั่น และความกระหายของเขานั่นเอง และถ้าคุณเห็นตัวเลขผลงานของเขาในฤดูกาลแรก จะตกใจจนช็อคตายไปก่อนเลย

มือสังหารเลือดดัตช์ นักล่าตาข่ายเฉียบคมที่สุดเท่าที่โลกเคยมี

ความร้อนแรงยังคงต่อเนื่องสำหรับ รุดฟานนิสเตอรอย และมันยังคงไม่หยุดแค่นั้นเขาต่อยอดผลงาน หลังจากจบฤดูกาลด้วยตำแหน่งอันดับที่ 3 แล้วส่งให้พวกเขาต้องไปเล่นยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกรอบแบ่งกลุ่มโชฟอร์มยิงสองประตู พาทีมเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มได้สําเร็จ 4 ทีมรอบแบ่งกลุ่มที่พีเอสวีอยู่ร่วมสายเดียวกับ บาเยิร์นมิวนิค บาเลนเซีย และกลาสโกว์เรนเจอร์สยิงไปถึง 6 ประตูแต่มันไม่เพียงพอที่จะพาทีม ผ่านเข้ารอบแบ่งกลุ่มไปได้ด้วยเกมรับที่หวย ทีมประสบความพ่ายแพ้มากถึง 4 เกมแต่ทว่าในเกมลีกลีกตลอดแม้จะเริ่มประสบปัญหาอาการบาดเจ็บบ้างแล้ว แต่เขาก็ยังมีผลงานยอดเยี่ยมและยิ่งไปมากถึง 29 ประตูจนพาทีมคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ
เมื่อจบฤดูกาล 1999-2000 ตัวเลขของเขามันอ่านออกมาได้ว่าเขาลงได้ไป 32 นัดและยิงได้ถึง 32 ลูกทุกรายการในขณะที่ รุดฟานนิสเตอรอ ยก็เลยโชว์ฟอร์มทะลุปรอทแตกอยู่นั้นก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ เซอร์อเล็กซ์เฟอร์กูสัน กุนซือของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในเกมรุกให้มากขึ้น และต้องการมองหากองหน้า ที่กำลังกะหายความสำเร็จเข้ามาเติมให้กับทีมของเขา ที่เพิ่งผ่านพ้นจุดสูงสุดอย่างการคว้าทริปเปิ้ลแชมป์มาครองได้ในปี 1999 โดยเป็นลูกชายของเขาที่มีชื่อว่า ดาร์เรนเฟอร์กูสัน
ที่บอกกับเขาว่าหัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ตาม ต้องเอาไอ้นี่มาร่วมทีมให้ได้ก็จัดการส่งทีมงาน ไปเก็บรายละเอียดในตัวของ รุดฟานนิสเตอรอย ไปซ้ำอีกจนแน่ใจแล้วจัดการเซ็นสัญญากับเขา ทั้งทีแต่ทว่าวิมานต้องล่มกลางคันเพราะการซื้อขาย ต้องถูกเลื่อนออกไปก่อน รุดฟานนิสเตอรอย นั้นไม่ผ่านการทดสอบเรื่องความฟิต เนื่องมาจากการที่เขาห่างจากการลงเล่นไปนานเป็นเดือน แถมยังมีปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าอีกด้วย
แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ตัวของ รุดฟานนิสเตอรอย และเซอร์อเล็กซ์เฟอร์กูสันดับมอดลง เพื่อที่ให้สัญญากับดาวยิงหน้ามาว่าช่วง 1 ปีนี้ไปทำหน้าที่ของนายให้เต็มที่ แล้วฉันจะกลับมาหานายเมื่อซัมเมอร์หน้ามาถึงแต่สุดท้ายแล้ว ฤดูกาลนั้นเขาก็แทบไม่ได้ลงเล่นเลย เพราะการบาดเจ็บที่รังควานเขาอยู่ตลอด เพราะว่าในความคิดสร้างสรรค์นั้นพิศวาสในตัวดาวยิงคนนึงมากเหมือนดั่งชายหนุ่มที่หลงรักในตัว ดรุณีแรกแย้มสุดท้ายนี้จะนอนรักษาตัวเอง จนหายดีแต่แมนเชตเตอร์ยูในเต็ด จะยกขันหมากสู่ขอได้ยิ่งกว่านี้อีกครั้งในปี 2001
18 ล้านปอนกับดาวยิงที่รักษาอาการบาดเจ็บหนักมา มันคือความเสี่ยงที่ปีศาจแดงต้องแบกรับ แต่มันคือความเสี่ยงที่คุ้มกับการลงทุน โดยทักษะการล่าสังหารที่เชียววชาญของเขาทำประตูรวมทุกรายการไปทั้งสิ้น 36 ประตูภายใต้เครื่องแบบอสูรแดงในซีซั่นแรก ก็จะพาทีมปีศาจแดงกลับมาครองแชมป์พรีเมียร์ลีก ได้สำเร็จในฤดูกาลต่อมาที่เขาและสร้างผลงานชั้นดีได้มากขึ้นกับจำนวน 25 ประตูในการลงเล่นในเกมลีก 34 นัดและยังรวมไปถึง 10 ประตูในแชมเปี้ยนลีกสรุปรวมแล้ว
จากการลงสนามทั้งหมด 52 เกมตลอดทั้งฤดูกาลของดาวยิงหน้าม้า ทำประตูเป็นตัวเลขสองหลักทุกปีโดยแม้แต่ฤดูกาล ที่เล่นได้น้อยที่สุดเขาก็ยิงไปมากถึง 16 ประตูบ่งบอกได้ชัดเจนว่าชายคนนี้มีชีวิตอยู่ได้ ในการส่งบอลเข้าไปตุงตาข่ายเท่านั้นและ มันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆเซอร์อเล็กซ์เฟอร์กูสันยังเคยพูดถึงความกระหาย ที่จะเป็นเบอร์หนึ่งในเรื่องของการยิงประตูของดาวยิงคนนี้ไว้ว่า เป็นดาวยิงโดยแท้จริงครับวันไหนที่เขายิงไม่ได้ เขาจะหงุดหงิดเหมือนคนเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เขาเคยเดินมาบอกผมด้วยซ้ำว่าถ้าเกมไหนเขายิงประตูไม่ได้ ก็ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างให้กับเขาเพราะเขาบอกว่า ยังทำงานไม่คุ้มค่ากับเงินที่ได้รับในปี 2002-2003 เขากรวดตำแหน่งดาวยิงสูงสุดกับเธียร์รี่อองรีนั้น หลังจากจบเกมแล้วสุดท้ายเขารีบวิ่งไปเช็คผลในห้องแต่งตัวทันที
และเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นผู้ชนะเขาเล่นอารมณ์ดีไปเลยแหละ แต่แม้ว่าจะมีความสัมพันธ์อันดีกับเฟอร์กี้มากแค่ไหน รุดฟานนิสเตอรอย กับไม่ได้สวยงามสักเท่าไหร่ครับ เพราะเขาผิดใจกับเซอร์อเล็กซ์เฟอร์กูสันอย่างหนัก จากกรณีไปปีนเกลียวด่าไม่ส่งเขาลงสนามในเกม มีปัญหากับคริสเตียโนโรนัลโดที่เหมือนฟางเส้นสุดท้าย สำหรับดาวยิงหน้าม้าในสีเสื้อของปีศาจแดง หลังจากนั้นเขาก็ย้ายไปอยู่กับ รุดฟานนิสเตอรอยรีลมาดริด และคว้าแชมป์ลาลีกาถึง 2 สมัยยังมีอัตราการยิงประตูที่ยอดเยี่ยมพอสมควร